วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555


BOI  Fair 2011 โลกสดใส ไทยยั่งยืน




          งานมหกรรมแสดงนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ได้กลับมาอีกครั้งกับงาน บีโอไอแฟร์ 2011ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5-20 มกราคม 2555 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด รวมพลังน้ำใจ โลกสดใส ไทยยั่งยืนหรือ “Going Green for the Future”  แต่ล่าสุดนั้น นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ขยาย ระยะเวลาการจัดงานบีโอไอแฟร์ 2011  เพิ่มอีก 2 วัน จากเดิมสิ้นสุดวันที่  20  มกราคมนี้ เป็นสิ้นสุดวันที่  22  มกราคมนี้  เพราะ 13 วันที่ผ่านมามีผู้เข้าชมงานกว่า  2  ล้านคน 

         บีโอไอแฟร์ จะจัดแสดงในพื้นที่ภายนอกอาคารและภายในอาคาร รวมทั้งสิ้นประมาณ 240,000 ตารางเมตร พื้นที่นอกอาคาร บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี ครอบคลุมเนื้อที่ 166,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ศาลาศรัทธาศรม ศาลาประเทศไทย ศาลาบีโอไอ ศูนย์ประสานงานบีโอไอแฟร์ 2011 และศาลานิทรรศการกลางแจ้ง (Outdoor Pavilion) ของบริษัทชั้นนำต่างๆ จำนวนทั้งสิ้น 84 ศาลา โดยแต่ละศาลาจะมีพื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตร  พื้นที่ในอาคาร แบ่งเป็นสองส่วน ประกอบด้วย อาคาร 9 มีพื้นที่ประมาณ 11,000 ตารางเมตร จัดสรรสำหรับการจัดประชุมใหญ่ต่างๆ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการภายในอาคาร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 60,000 ตารางเมตร ใช้สำหรับการแสดงนิทรรศการและจำหน่ายสินค้าจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม  การเข้าชม จะเริ่มตั้งแต่ เช้า ไปจนถึง เวลา 4ทุ่ม 





    

    
                                               
                              เมื่อเดินทางถึงทะเลสาบเมืองทอง ก็เริ่มต้นเดินดูงานทันทีด้วยความตื่นเต้น และกระตือรือล้นที่จะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งผู้เขียนเริ่มเข้าสำรวจที่พาวิลเลี่ยนที่ใกล้ก่อน นั่นก็คือ พาวิลเลี่ยนของ บริษัท ไทย ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด ซึ่งพาวิลเลี่ยนนี้ภายนอกได้ออกแบบตัวอาคารสไตล์โมเดินร์ล ดูเทห์แต่เรียบง่าย เน้นโทนสีเข้มเป็นหลัก ซึ่งมองภาพรวม ๆ แล้วก็ทำได้ดีทีเดียว  เมื่อเป็นภายนอกดูดีเช่นนั้นผู้เขียนก็รีบก้าวเท้าเข้าไปสำรวจในพาวิลเลี่ยนนี้ทันที พอเดินเข้าไปนั้นทางด้านขวามือ จะมีจุดให้ได้ลงทะเบียนก่อน โดยใช้ Samsung Galaxy Tab ในการให้เราพิมพ์ชื่อและนามสกุลในการลงทะเบียนเพื่อเข้างาน ซึ่งภายในงานจะตบแต่งด้วยโทนสีฟ้าและดำ มีจอ LED ขนาดใหญ่ประมาณ 70 นิ้ว ตั้งโชว์ในบริเวณที่จัดให้เสมือนเป็น โฮมเธียร์เตอร์ส่วนตัว  ซึ่งตัวจอนั้นออกแบบให้ทั้งบางและเบา  สวยงามสะดุดต่าง  มีการโชว์นวัตกรรมต่าง ๆ อาทิเช่น “การวาดรูป หรือ ขีดเขียนลายเส้น ตัวหนังสือลงใน สมาร์ทโฟน แล้วรูปวาดหรือข้อความต่างนั้นก็จะไปปรากฏอยู่ที่จอ LED ใหญ่ซึ่งจะแสดงผลสิ่งเราเขียนลงไปในสมาทโฟน”  อีกทั้งซัมซุงยังนำเสนอเทคโนโลยีเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ตามครัวเรือน เช่น ตู้เย็น และ เครื่องซักผ้ารุ่นใหม่ที่ซักผ้าได้ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟฟ้า และถนอมผ้า นอกจากนี้ภายในงานยังมีการนำเสนอ โน๊คบุ๊ครุ่นใหม่ที่จุดเด่นอยู่ที่ความบางและเบา รวมทั้งหน้าจอที่ให้ภาพและสีที่คมชัดมากขึ้น ส่วนขวัญใจของเด็ก ๆ ประจำพาวิลเลี่ยนนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเจ้าเครื่องดูดฝุ่น หรือ เจ้า “NAV I BOT”  ที่มีออกแบบ ให้เป็นทรงกลม มีตาขยับได้เสมือนเซ็นเซอร์ในการบังคับทิศทางของตัวเครื่อง สีเครื่องเน้นโทนสีเรียบง่ายแต่ดูดี  โดยการเน้นใช้สีเทาอ่อนเป็นหลัก ที่จะเคลื่อนไหวอัตโนมัติในดูดฝุ่นตลอดเวลา ซึ่งแนวคิดของซัมซุงนั้น ตั้งใจจะ เอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเชื่อมต่อกับการใช้ชีวิตในบ้านให้สะดวกสบายและง่ายขึ้น ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนั้นคิดว่าค่อนข้างจะผิดหวังเล็กน้อย เพราะสิ่งที่โชว์นั้น ยังหาดูได้ทั่วไป ซึ่งผู้เขียนคาดหวังไว้ว่าซัมซุงน่าจะเสนออะไรที่แปลกใหม่มากกว่านี้








          ออกจากพาวิลลเลี่ยนของซัมซุง เราก็มุ่งหน้าไปพาวิลเลี่ยนต่อไป ซึ่งผู้เขียนเลือกที่จะเข้าไปดูต่อไปนั้นก็คือ พาวิลเลี่ยนของ  บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งรูปแบบอาคารภายนอกใช้โทนสีขาวเป็นหลัก พาวิลเลี่ยนนี้ไม่ต้องรอต่อแถวนานมากนัก พอเดินเข้าไปข้างใน ก็จะมีการโชว์ภาพถ่ายของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวม สถานที่ท่องเที่ยว และ ภาพถ่ายอื่นๆ  โดยการจัดให้เหมือนกับแกเลอรี่ให้ผู้เข้าชมได้เพลินเพลิดกับภาพถ่ายเหล่านั้น และเมื่อเดินถัดไปอีก จะเป็นการโชว์กล้องถ่ายภาพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อโชว์วิวัฒนาการของกล้องถ่ายรูป ถัดไปไม่ห่างกันมากนัก ก็จะตู้โชว์กล้องถ่ายรูปที่ยังไม่มีออกจำหน่ายสู่ตลาดมาจัดโชว์ด้วยเช่นกัน ที่คาดไม่ได้เลยเลยสำหรับแคนนอนก็คือ การเนำครื่องปริ้นเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ที่รองรับเทคโนโลยีสมาร์โฟนที่ทำให้การปริ๊นงานในที่ต่าง ๆ ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น   แคนนอนยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีที่ใช้สตูลดิโอถ่ายทำรายการโทรทัศน์ ซึ่งจัดสถานที่เสมือนกำลังจัดรายการทีวี ซึ่งการถ่ายทำรายการนั้นทาง บริษัทแคนนอนนั้น เสนอรูปแบบงาน และเนื้อหาถึงการพัฒนาการสินค้าของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการผู้บริโภค นอกจากนี้ไฮไลท์ในงานก็คือทาง บริษัทแคนนอน ได้มีบริการการล้างรูปถ่ายฟรีภายในงานอีกด้วย

                  




 








          ศาลาบีโอไอ อาคารภายนอกนั้นดูเรียบง่ายเน้นสีขาวเป็นหลัก ซึ่งภายในพาวิลเลี่ยนนี้จะนำเสนอความเป็นมาต่างๆ    และวัตถุประลงค์ของการจัดงาน  โดยมีแนวคิดการผนวกใช้สื่อ 4 มิติ มานำเสนอเนื่อหาต่าง ๆ ในรูปแบบหนังสั้น ส่วนของเนื้อหา จะเป็นการเล่าเรื่องของเด็กชายที่ต้องเข้าไปในโรงงาน มีการใช้ลมและน้ำเพื่อให้รู้สึเสมือนจริงไปพร้อมกับการดู หนังสั้น 4 มิติ แต่ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนั้นก็ยังจัดว่าธรรมดาไปหน่อย สมควรที่น่าจะมีลูกเล่นหรือการนำเสนอที่น่าสนใจมากกว่านี้




          บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ตัวอาคารออกแบบไปทางสีขาวแซมด้วยสีเขียวเล็กน้อย  พาวิลเลี่ยนนี้ไม่ต้องรอต่อคิวนาน  ภายในงานจะโชว์รถ และ การแสดงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจัดเป็นรอบ ๆ อย่างรอบนี้ทางโตโยต้าได้จัดโชว์ยานพาหนะ เพียงแค่ขึ้นไปยืนก็สามารถบังคับทิศทางได้โดยไม่ต้องใช้มือ แต่เพียงแค่ยืนบนยานพาหนะนี้แล้วใช้เท้าทั้งสองข้างบังคับแทนเท่านั้น หรือถ้าไม่ถนัดเจ้ายานพาหนะเครื่องนี้ ก็ออกแบบให้สามารถใช้มือบังคับทิศทางแทนก็ได้เช่นกัน โดยออกแบบที่บังคับมือนั้น เป็นแท่งเหล็กยาวสูงขึ้นมาจากตัวเครื่องแบบเป็นที่จับ ซึ่งที่จับนี้ก็ออกแบบมาให้พับเก็บได้สะดวกในการเก็บและพกพาไปในหลาย ๆ ที นอกจากนี้ยังมีการโชว์หุ่นยนต์ “Partner Rotot” เป้นหุ่นยนต์นักสีไวโอลิน เป็นจุดเด่นของงานนี้เลยก็ได้ เพราะหลาย ๆ คนรอดูเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้กันมากมาย  เมื่อต่อเดินไปเรื่อย ๆ ภายในพาวิลเลี่ยนของโตโยต้านั้น จะเห็นว่าทางโตโยต้ามีการนำเสนอเทคโนโลยีเพื่ออานาคต ที่ทางโตโยต้าได้ออกแบบไว้ โดยใช้แนวความคิดที่จะนำเทคโนโลยีอันทันสมัย ที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน อาทิเช่น รถยนต์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน เพียงแค่ต่อสายชาร์จไฟเท่านั้น ก็สามารถขับเคลื่อนได้เสมือนใช้น้ำมัน แต่ที่น่าสนใจอีกอย่างของพาวิลเลี่ยนนี้ก็คือก็คือ โตโยต้าได้มีการพัฒนาระบบการสั่งการโดยใช้เสียง ให้นำมาใช้ภายในบ้าน เหมือนกับที่เราเคยเห็นในภาพยนต์ต่างๆ  ซึ่งทางโตโยต้าได้ผนวกระบบการสั่งการด้วยเสียง และ เพิ่มระบบการตอบโต้ให้กับผู้สั่งการได้อีกด้วย  ถ้าเทคโนโลยีชนิดนี้ได้พัฒนาอย่างจริงจังและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันของเราได้จริง ๆ แล้วนั้น  จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายได้อย่างมากมาย  เช่น ตอนที่คุณนอนก็จะมีระบบคอมพิวเตอร์เหล่านี้ปลุก พร้อมทั้งคำนวณเวลาการเดินทาง รายงานตารางเวลาการประชุม จัดสรรทุกอย่างให้กับคุณ เสมือนเลขานุการส่วนตัวเลยทีเดียว  ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนมาก ๆ





          บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด พาวิลเลี่ยนนี้มีการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ด้วยการนำแนวคิด 3R – Reduce, Reuse, Recycle มาประยุกต์ใช้ในทุกส่วน มีม่านน้ำแทนผนัง 2 ด้าน ช่วยลดพลังงานไฟฟ้าในการใช้หลอดไฟ และระบบทำความเย็นในอาคาร  ฮอนด้าได้ถ่ายทอดออกมาเป็น เมืองจำลองในอนาคตที่มีความเรียบง่าย  นำเทคโนโลยียานยนต์สีเขียว ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้เปิดตัวในไทยมานำเสนอให้ได้รู้จักกันดดยทั่วไป  มองดูแล้วงานของ ฮอนด้านั้น จัดออกมาได้ดีทีเดียว



  

























          น่าเสียดายที่เวลาในการเดินดูนั้นไม่เพียงพอเพราะในแต่ละพาวิลเลี่ยนนั้นอนุญาตให้เข้าเป็นรอบๆ และจำกัดจำนวนผู้เข้าชม ซึ่งเป็นสาเหตุนี้เลยทำให้ไม่สามารถเข้าชมได้ทุกพาวิลเลี่ยน หรือใช้เวลาดูการนำเสนอเทคโนโลยีได้อย่างละเอียดเท่าที่ควร  แต่การไปครั้งนี้ก็ได้ก็ทำให้รู้ถึงแนวคิดและการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต รวมทั้งการพัฒนาให้เทคโนโลยีอยู่ร่วมและรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน ถ้าทุกอย่างทำได้จริงจะช่วยรักษาโลกนี้ไว้ได้ไปอีกนาน อีกทั้งการจัดงานครั้งนี้ยังตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ และความตื่นตาตื่นใจเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เพื่ออนาคต ซึ่งนั่นก็รวมถึงตัวผู้เขียนด้วยเช่นกัน 










ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น